9 เรื่องที่ต้องรู้ หากจะสร้างแบรนด์ อย่างจริงจัง

1. ต้องปั้นเพจให้โต

• อย่าเอาแต่โพสต์ขายของ
อย่าเพิ่งรีบขายของครับ ต้องปั้นเพจให้โตก่อน เพจที่โตไม่ใช่เพจที่มีไลค์เยอะ แต่คือเพจที่มี แฟนคลับเยอะ แฟนคลับหมายถึงคนที่ชื่นชอบเรา ชอบเนื้อหาบนเพจของเรา และมักจะแวะเวียนมาอ่านโน่นนี่นั่นบนเพจของเราหรือมาสุงสิงพูดคุยกับเราด้วยมิตรไมตรีอย่างสม่ำเสมอ

• อย่าโพสต์แต่อะไรก็ไม่รู้
แฟนคลับจะค่อยๆปรากฏตัว ถ้าเพจของเราโพสต์แต่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์, ให้สาระ หรือให้ความบันเทิง อย่างสม่ำเสมอทุกวันไม่ขาดตอน เนื้อหายิ่งประณีตเท่าไหร่เพจก็จะยิ่งโตเร็วเท่านั้น ส่วนแฟนคลับจะเป็นคนแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาบนเพจของเรา และต้องไม่หลงทาง โพสต์แต่อะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่เข้าเรื่องเข้าราวของตัวเอง อย่าโพสต์แต่คอนเทนท์ที่เรียกไลค์เรียกแชร์ แต่ไม่ใช่ Brand DNA

• ไม่ใช่แค่ทำให้คนเห็นแต่ต้องทำให้คนชอบ
จุดเริ่มต้นของการทำตลาดบนเฟซบุ๊ค เราต้องรู้วิธีการทำให้โพสต์ของเราวิ่งออกไปสู่สายตาของผู้คน และไม่ใช่เพียงแค่ทำให้คนเห็น แต่ต้องทำให้ผู้คนชอบคอนเทนท์ของเรา เมื่อมีคนเห็นโพสต์ของเราเยอะๆ จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ชื่นชอบเรื่องราวของเรา แล้วกดไลค์กดติดตามเพจของเรา จะทำให้เพจของเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับเพจที่ซื้อไลค์

• อย่าเอาแต่ไล่ล่าไลค์แต่ต้องนั่งอยู่ในใจ
เพจที่ซื้อไลค์จะได้แค่ไลค์ แต่จะไม่ได้ใจ คือจะมีแค่แฟนเพจ แต่จะไม่มีแฟนคลับ ถ้าเรามองเฟซบุ๊คออก ไม่ว่าเราจะปั้นเพจไหนก็จะโตเพจนั้น และที่สำคัญ เพจของเราจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีคนคิดว่าเราซื้อไลค์ ทั้งๆที่เราไม่ได้ซื้อ (วันแรกก็เริ่มโตแล้วครับ)

• ถ้าเพจไม่โตก็ไปต่อไม่ได้
เพจโต หมายถึง มีแฟนคลับที่คอยติดตามและมีส่วนร่วมบนเพจเป็นประจำสม่ำเสมอ เพจเป็นทั้งเครื่องมือหลักในการสร้างแบรนด์และเป็นช่องทางสำหรับขายสินค้าบน Facebook ถ้าจะทำมาหากินบนเฟซบุ๊คอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เราจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาและลงทุนศึกษาวิธีการปั้นเพจอย่างจริงจังครับ เพราะนี่คือเรื่องพื้นฐานที่เราจะต้องทำให้ได้ เพราะถ้าเราปั้นเพจไม่เป็น ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นครับ

2. ต้องทำให้ผู้คนรู้จัก

• ไม่ใช่แค่ทำให้คนเห็นแต่ต้องทำให้คนรู้จัก
เมื่อเรายืนอยู่บนฟุตบาท ในย่านที่มีผู้คนจอแจ เราจะเห็นผู้คนเดินผ่านเราไปมาเป็นจำนวนมาก แต่เราจะไม่รู้จักผู้คนเหล่านั้น และในทำนองเดียวกัน โพสต์ของเราที่วิ่งผ่านตาผู้คนจำนวนมากมายบนเฟซบุ๊ค ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เห็นโพสต์จะรู้จักแบรนด์ของเรา

• ถ้าตัวตนของแบรนด์ไม่ชัดคนจะไม่รู้จักแบรนด์
ถ้ายังไม่มีใครรู้จักแบรนด์ของเรา อย่าเพิ่งรีบขายอะไรทั้งสิ้นครับ ต้องทำให้ผู้คนรู้จักมักคุ้นกับแบรนด์ของเราเสียก่อน “แค่เห็น” กับ “รู้จัก” นั้นต่างกันมาก แบรนด์ต้องมีตัวตนที่ชัดเจน ทั้งบุคลิกและนิสัยใจคอ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ ถ้าเราสร้างการรับรู้แบรนด์ไม่ได้ เราก็สร้างแบรนด์ไม่ได้ครับ

• คนเห็นเยอะก็ไม่มีประโยชน์
การทำให้ผู้คนรู้จักมักคุ้นกับแบรนด์ของเรา เป็นเรื่องของการนำส่วนประกอบของแบรนด์ เช่น ชื่อแบรนด์, โลโก้, ธีม และอื่นๆ ไปไว้ในส่วนต่างๆของเพจ เพื่อให้แบรนด์ของเรามีบุคลิกที่ชัดเจน ถ้าบุคลิกของแบรนด์ไม่ชัดเจน แม้จะมีคนเห็นโพสต์ของเรามากมายแค่ไหน ก็จะไม่มีใครรู้จักแบรนด์ของเรา เท่ากับว่าเสียเที่ยวทั้งหมด และถ้าผู้คนไม่รู้จักแบรนด์ จะเรียกว่าสร้างแบรนด์ได้อย่างไร จริงไหมครับ

• อย่าใช้ชื่อเพจเพื่ออธิบายอะไรทั้งสิ้น
ตัวอย่าง : หากเราตั้งชื่อเพจเป็นคีย์เวิร์ด (คำที่ผู้คนมักจะค้นหาสินค้าชนิดนั้นหรือประเภทนั้น) ก็เท่ากับว่าเพจของเราไม่มีแบรนด์ เพจของเราก็จะเป็นแค่เพจขายของธรรมดาทั่วๆไป จะไม่ใช่แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ แต่จะเป็น “วลี” ยาวๆ รกๆ ที่เต็มไปด้วยคีย์เวิร์ดหรือคำอธิบายคุณประโยชน์ของสินค้า

• เท่ากับว่าเราไม่ได้สร้างแบรนด์
เมื่อโพสต์ของเราวิ่งผ่านตาผู้คน ก็จะไม่มีใครรู้จัก ว่าคือแบรนด์อะไร ถึงแม้ว่าเราจะสามารถทำให้คนเห็นโพสต์วันละเป็นหมื่นเป็นแสนหรือเป็นล้านคน ก็จะเสียเที่ยวทั้งหมดครับ เพราะว่าไม่มีใครรู้จักแบรนด์ของเรา แบบนี้ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้สร้างแบรนด์ครับ

3. ต้องทำให้ผู้คนไว้ใจ

• สิ่งที่อยู่สูงกว่าความน่าเชื่อถือ
ความน่าไว้ใจเป็นสิ่งที่อยู่สูงกว่าความน่าเชื่อถือ แต่การทำให้ผู้คนไว้วางใจจะต้องมีความน่าเชื่อถือเป็นพื้นฐานเสียก่อนครับ เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของเรา

• อะไรทำให้ผู้คนเชื่อถือเรา
การทำตลาดบนเฟซบุ๊คแบบเพียวๆ โดยไม่มีเว็บไซต์ ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ครับ เพราะมันไม่เกี่ยวกับว่าเราใช้อะไรเป็นช่องทางในการทำตลาด แต่มันเกี่ยวกับว่าเราทำยังไงผู้คนจึงจะเชื่อถือแบรนด์ของเรา

• ถูกกฎหมายและเสียภาษี
เพื่อให้แบรนด์ของเรามีความน่าเชื่อถือ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายและเสียภาษี (เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรครับ ใครๆก็ทำได้) เพราะถ้าแบรนด์ของเราไม่ถูกกฎหมายและไม่เสียภาษี แล้วใครที่ไหนจะมาเชื่อถือแบรนด์ของเราครับ เมื่อผู้คนไม่ให้ความเชื่อถือ เราก็จะไม่ได้ขาย

• ต้องมีคุณธรรมนำการค้า
เมื่อแบรนด์ของเรามีความน่าเชื่อถือแล้ว ต่อไปก็เป็นการสร้างความน่าไว้ใจครับ ข้อนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมของแบรนด์ล้วนๆ มันคือกุญแจไขหัวใจของผู้คน ให้เปิดรับข้อมูลจากแบรนด์ของเรา โดยแบรนด์ต้องทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคมจนเป็นนิสัย ต้องมีคุณธรรมนำการค้า (ไม่ใช่การเสแสร้งหรือสร้างภาพ)

• ต้องเป็นที่พึ่งระยะยาว
แบรนด์ต้องแสดงให้ผู้คนเห็นว่าแบรนด์มีอุดมการณ์และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้า ต้องอิน ต้องทุ่มเท โดยทั้งหมดต้องแสดงออกอย่างคงเส้นคงวา เพราะลูกค้าต้องการที่พึ่งระยะยาว แบรนด์ต้องเสนอตัวเป็นที่พึ่งระยะยาวให้กับลูกค้า จึงจะได้รับความไว้วางใจ

4. ต้องรู้ว่าผู้คนซื้ออะไร

• ต้องรู้ว่าคนซื้ออะไร
คำถามที่ 1 : ถ้าเรามีกระเป๋าถือ ที่ดูดีมีระดับอยู่สองใบ ซึ่งเหมือนกันทุกประการ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย นอกจากเป็นคนละแบรนด์กัน ใบแรกเป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครรู้จักเลย ส่วนใบที่สองเป็นแบรนด์ดังที่ผู้คนรู้จักกันดี หากเราขายกระเป๋าถือทั้งสองใบนี้ในราคาที่เท่ากัน (เพราะเหมือนกันทุกประการ) คำถามคือคนจะซื้อกระเป๋าถือใบแรกหรือจะซื้อใบที่สอง?

• ต้องรู้ว่าคนจะซื้อกับใคร
คำถามที่ 2 : ให้คนสองคนไปสร้างเพจขึ้นมาคนละเพจ แล้วขายกระเป๋าถือใบเดียวกัน ซึ่งเป็นของแบรนด์ดังและเป็นของแท้ คนแรกเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการกระเป๋าถือ ส่วนคนที่สองเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก คำถามคือคนจะซื้อสินค้าตัวนี้กับใคร จะซื้อกับคนแรกหรือจะซื้อกับคนที่สอง?

• ใครขายได้ราคาสูงกว่ากัน
คำถามที่ 3 : ให้คนสองคน ขายพระเครื่องรุ่นดัง ของแท้ และเป็นองค์เดียวกันเลย คนแรกเป็นใครก็ไม่รู้ ส่วนคนที่สองเป็นเซียนพระที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดีในวงการพระเครื่อง คำถามคือ คนจะซื้อพระเครื่ององค์นี้กับใคร และใครจะขายพระเครื่ององค์นี้ได้ราคาสูงกว่ากัน?

• ต้องรู้ว่าอะไรปิดการขายให้เรา
จากคำถามที่ 1 เราจะเห็นว่า สิ่งที่ปิดการขายคือแบรนด์ของสินค้า (Product Brand) ไม่ใช่ตัวสินค้า (Product) จากคำถามที่ 2 และคำถามที่ 3 เราจะเห็นว่า สิ่งที่ปิดการขายคือผู้ขาย (Personal Brand) ไม่ใช่แบรนด์ของสินค้า (Product Brand) และไม่ใช่ตัวสินค้า (Product)

• แบรนด์ยิ่งดังราคายิ่งสูง
เราจะเห็นว่าสิ่งที่ปิดการขาย คือ “แบรนด์ของสินค้า” และขึ้นอยู่กับว่า “ใครเป็นผู้ขาย” ไม่ใช่ตัวสินค้าที่ปิดการขายให้เรา และสิ่งที่ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นก็คือแบรนด์ของสินค้า และอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ขายเช่นกัน (แบรนด์ยิ่งดังราคายิ่งสูง, ผู้ขายยิ่งดังยิ่งขายได้ราคา)

• ของไม่ดีอย่านำมาขาย
โดยสินค้าต้องเป็นของดีระดับเทพ ของไม่ดีอย่านำมาขาย เพื่อไม่ให้เสียชื่อผู้ขาย (เพื่อไม่ให้เสียแบรนด์) และเพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำหรือบอกต่อ เพราะธุรกิจอยู่รอดได้ด้วยลูกค้าประจำ ไม่ใช่ลูกค้าจร ถ้ามีแต่ลูกค้าจรเราก็ต้องวิ่งหาลูกค้าใหม่ไปทั้งชีวิต

• “อย่าขายสินค้า ให้สร้างแบรนด์ แล้วขายแบรนด์”

5. ต้องทำตัวให้มีราคา

• การสร้างแบรนด์ต้องทำตัวให้มีราคา
ถ้าผู้คนไม่ได้แสดงออกให้เห็นว่าเขาสนใจ จงอย่าแท็กใครเพื่อขายของ, อย่าส่ง inbox ขายของไปทั่ว, อย่าเม้นท์ขายของมั่วๆ, อย่ายัดเยียดข้อมูลสินค้าจนน่ารำคาญ เพราะการทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ดีต่อแบรนด์ ถือเป็นการทำลายแบรนด์ จะทำให้ข้อมูลสินค้ากลายเป็นขยะ ไม่มีใครสนใจ อย่ามุ่งแต่ทำให้คนเห็นโพสต์เยอะๆ โดยไม่สนใจว่าคนเห็นแล้วรักหรือว่าเห็นแล้วเกลียด

• สินค้าดีทำไมขายยาก
แม้จะเป็นสินค้าคุณภาพสูงระดับเทพก็จะขายยาก หากเป็นแบรนด์ที่ผู้คนยังไม่รู้จัก หากเป็นแบรนด์ที่ผู้คนยังไม่ไว้วางใจ (ผู้คนยังไม่ให้ราคา) เราจะเห็นว่าเพจที่ขายสินค้ามือสองของแบรนด์ดังๆ มักจะขายสินค้าได้ไม่ยากนัก เป็นเพราะว่าผู้คนให้ราคาแบรนด์เหล่านั้นแล้ว (ผู้คนต้องการแล้ว)

• แท้จริงแล้วผู้คนซื้ออะไร
แท้จริงแล้วผู้คนไม่ได้ซื้อสินค้า แต่ซื้อแบรนด์ เพราะต้องการความหมายในการใช้งานของแบรนด์ เพื่อบ่งบอกให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน (ฐานะ, รสนิยม, ดูดีมีราคา ฯลฯ) และซื้อความมั่นใจจากแบรนด์ (ประสบการณ์, ความเชี่ยวชาญของแบรนด์) เพราะต้องการแน่ใจว่าจะไม่ผิดหวัง ส่วนประโยชน์ในการใช้สอยสินค้าโดยตรงนั้นแทบจะเป็นประเด็นรองครับ

• ไม่มีแบรนด์คนไม่ซื้อ
สินค้าแบรนด์ดัง ถ้าแกะโลโก้ออกไปให้หมด ให้เป็นแค่สินค้าที่ไม่มีแบรนด์ ก็จะไม่มีใครให้ราคา จะไม่มีใครอยากซื้อในราคาสูงๆ เหมือนกับตอนที่มีแบรนด์

6. ต้องขายตัวเองให้ได้ก่อน

• คนจะซื้อเราก่อนซื้อสินค้า
กรณีที่เราขายสินค้าในนามของบุคคล เช่น เราเป็นแบรนด์บุคคล, เราเป็นตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ เราจะต้องขายตัวเองให้ได้ก่อนครับ “ถ้าเราขายตัวเองยังไม่ได้ อย่าเพิ่งรีบขายอะไรทั้งสิ้น” เพราะลูกค้าจะซื้อเรา ก่อนที่จะซื้อสินค้าของเรา

• บางคนใส่ของแท้แต่คนตีเป็นของปลอม
จาก ข้อ 4 เราจะเห็นว่า “ผู้ขาย” มีความสำคัญกว่า “แบรนด์ของสินค้า” และ “ตัวสินค้า” เสียอีก เพราะความน่าเชื่อถือของคน จะส่งผลถึงสินค้าของเขา บางคนใส่ของแท้ แต่คนตีเป็นของปลอมก็มี ในขณะที่บางคนใส่ของปลอม แต่คนตีเป็นของแท้ก็มีเช่นกันครับ

• อย่าขายถ้าคนยังไม่อยากได้
กรณีขายสินค้าในนามของแบรนด์ เราจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเป้าหมายเสียก่อน แล้วค่อยผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายในนามของแบรนด์

• “อย่าเพิ่งรีบสั่งผลิตสินค้า หากยังไม่รู้ว่าจะขายมันยังไง”

7. ต้องรู้ว่าอะไรปิดการขาย

• ทำไมซื้อโฆษณาแล้วก็ยังไม่ได้ขาย
การทำตลาดบน Facebook เราสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำด้วยการซื้อโฆษณา ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเข้าถึงคนที่ใช่ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดาย แต่หลายท่านก็ยังไม่มียอดขาย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า โฆษณาไม่ใช่สิ่งที่ปิดการขาย แต่สิ่งที่ปิดการขายคือภาพรวมของธุรกิจ (คือแบรนด์นั่นเองครับ)

• การขายของไม่ต่างอะไรกับการจีบสาว
ประเด็นสำคัญ “ไม่ใช่แค่การได้เจอสาวในสเปค แต่ต้องจีบให้ติด” คือต้องปิดการขายให้ได้ สิ่งที่ช่วยให้เราจีบติด คือ ความหล่อ และเสน่ห์ของเรา และถ้ารวยยิ่งจีบง่ายขึ้นไปอีก (รวย หมายถึง เป็นแบรนด์ใหญ่ที่มีแฟนคลับเยอะ) ดังนั้น ก่อนที่เราจะออกไปจีบสาว เราจะต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า เรานั้นหล่อและมีเสน่ห์เพียงพอที่จะทำให้สาวสนใจหรือยัง (ภาพรวมของธุรกิจ)

• คุณแต่งตัวยังไงตอนไปจีบสาว
ท่านยังจำได้ไหมครับ ตอนที่ท่านตกหลุมรักใครสักคน ท่านแต่งตัวยังไง ก่อนที่จะออกไปหาเธอคนนั้น เสื้อผ้า หน้า ผม ของท่านเป็นยังไง ท่านแต่งตัวเนี้ยบแค่ไหน ท่านใช้น้ำหอมกลิ่นอะไร ท่านจะใส่ใจในทุกรายละเอียดเลยใช่ไหมครับ

• ถ้าเราหล่อสาวจะจีบเราเอง
ถ้าเราออกไปจีบสาวในสภาพที่ดูไม่จืด เจอสาวในสเปคกี่คนก็จะเสียของทั้งหมด แล้วเราก็จะหาสาวในสเปคยากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มเป้าหมายบน Facebook ก็เช่นกันครับ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราหล่อและมีเสน่ห์ ก็แทบไม่ต้องออกแรงจีบมากมาย และอาจจะมีสาวๆ มาแย่งกันจีบเราอีกต่างหาก

• ถ้าแต่งตัวยังไม่เรียบร้อยอย่าเพิ่งออกจากบ้าน
ในยุคที่เราใช้เว็บไซต์ เราจะเตรียมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยเปิดตัว คือเราจะทำเว็บไซต์ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเปิดตัว เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้คนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ (เพื่อให้เอาอยู่)

• เรื่องพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม
แต่พอเรามาทำตลาดบน Facebook หลายท่านรู้ว่าต้องสร้างเพจ แต่หลงลืมเรื่องพื้นฐานในการทำ e-Commerce ไป หลายเพจไม่มีรายละเอียดอะไรเลย นอกจากเบอร์มือถือ กับ LINE ID แล้วใครที่ไหนจะมาให้ราคาเราครับ

8. ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ ควรเล่นโปรโมชั่น

ความรู้ทางการตลาดที่เรารู้จักกันดีก็คือ 4Ps (Product, Price, Place, Promotion) และทันทีที่เราได้รับสินค้าล็อตแรกจากโรงงาน เราก็งัดโปรโมชั่นออกมาเล่นกันเลย ลดแลกแจกแถมโดยที่ไม่ได้สนใจว่ามีใครอยากได้สินค้าของเราหรือยัง

ผมมองว่าโปรโมชั่นจะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้คนอยากได้สินค้าของแบรนด์นั้นๆแล้ว คือต้องเป็นแบรนด์ที่ผู้คนรู้จักกันดี เป็นแบรนด์ดังที่ผู้คนอยากซื้อสินค้าภายใต้แบรนด์นั้นๆแล้ว ไม่เหมาะกับแบรนด์ใหม่ป้ายแดงที่ยังไม่มีใครให้ราคา เพราะถ้าคนยังไม่อยากได้ อย่าว่าแต่ลดราคาเลยครับ แม้เราจะให้ฟรี บางคนยังไม่เอาเลย

9. ต้องลับมีดให้คม ก่อนไปตัดต้นไม้

การที่เราจะตัดต้นไม้สักต้น ไม่ใช่อยู่ดีๆเราก็คว้ามีดแล้วเดินออกไปตัดต้นไม้เลย แต่เราต้องลับมีดให้คมก่อนครับ เพื่อให้เราตัดต้นไม้ได้ง่ายขึ้น เพราะถ้ามีดของเราไม่คม เราจะต้องออกแรงเยอะ จะทำให้มือของเราช้ำระบมหรือแตก และต้องใช้เวลานานกว่าเราจะตัดต้นไม้ได้สักต้น

หากเราใช้เวลาทั้งชีวิต เรียนรู้แต่วิธีจับมีด, วิธีเหวี่ยงแขน และจังหวะในการฟันที่ถูกต้อง โดยไม่สนใจและไม่เรียนรู้วิธีลับมีดให้คม เราก็ต้องทำงานหนักที่ให้ผลลัพธ์ต่ำไปทั้งชีวิต

แต่ถ้าเราลับมีดให้คมและเรียนรู้วิธีจับมีดที่ถูกต้อง (สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน) จะทำให้เราตัดต้นไม้ได้ง่ายขึ้น ตัดได้เยอะขึ้น ใช้แรงและใช้เวลาในการตัดน้อยลง

หากเราเรียนรู้แต่การขาย (วิธีจับมีดที่ถูกต้อง) โดยไม่สนใจเรียนรู้วิธีการสร้างแบรนด์ (วิธีลับมีดให้คม) ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เรา อยู่ดีๆก็คว้ามีดแล้วเดินออกไปตัดต้นไม้ ถ้ามีดไม่คมเราจะเหนื่อย

ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาให้เกียรติติดตาม

อลงกรณ์ ดอกดวง
• Branding Consultant
• Founder & CEO of BRANDING.co.th